วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 7 บุคลิกภาพ


ความหมายของบุคลิกภาพ
บุคลิกภาพ หมายถึง คุณลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล แสดงออกโดยพฤติกรรมที่บุคคลนั้นมีต่อสิ่งแวดล้อมที่ตนกำลังเผชิญอยู่ และพฤติกรรมนี้จะคงเส้นคงวาพอสมควรลักษณะของแบบแผนพฤติกรรมและแบบแผนการคิดที่เป็นตัวกำหนดลักษณะเฉพาะบุคคลในการปรับตัวกับสิ่งแวดล้อม มนุษย์แต่ละคนมีบุคลิกภาพที่แตกต่างกัน ไม่มีใครเหมือนกันไปทุกอย่าง แม้พี่น้องหรือฝาแฝดก็ตาม ทั้งนี้เพราะมนุษย์แต่ละคนมีความพิเศษและความเป็นหนึ่งในตัวขอแต่ละคน (Unique)
ความสำคัญของบุคลิกภาพ
บุคลิกภาพเป็นส่วนสำคัญของมนุษย์ในการที่จะช่วยส่งเสริมหรือขัดขวางความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน การทำงาน การเข้าสังคม (โสภา ชูพิกุลชัย ชปีลมันน์ 2544) แม้ว่า ความรู้ความสามารถ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงาน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด การยอมรับของสังคมนั้นต้องมีส่วนประกอบที่สำคัญนั้นคือ บุคลิกภาพ (วรวรรณา จิลลานนท์ 2546) ดังนั้น บุคลิกภาพ จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญปัจจัยหนึ่ง ที่ส่งผลและเกี่ยวข้องกับการประสบความสำเร็จ สถาบันราชภัฎเทพสตรี (2543) ได้กล่าวถึงบุคลิกภาพของ “คนเก่ง” ว่าจะต้องประกอบด้วย 3 ประการได้แก่
1. เก่งตน หมายถึง เป็นผู้ที่ชอบศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ทันโลก ทันคน โดยเริ่มจากพัฒนาตนเองก่อน
2. เก่งคน หมายถึง มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
3. เก่งงาน หมายถึง ผู้ที่รักงาน ขยันทำงาน และรู้วิธีทำงาน
การจำแนกบุคลิกภาพ
บุคลิกภาพแบบอินโทรเวิท (Introvert) บุคลิกภาพแบบอินโทรเวิทนั้น เมื่อมีความกดดัน ทางอารมณ์หรือเมื่อมีความขัดแย้งในใจ จะมีแนวโน้มที่จะเก็บตัว เก็บความทุกข์ไว้กับตนเอง ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ที่จะต่อสู้กับเหตุการณ์ภายนอก ชอบคิด ชอบทำอะไรเงียบ ๆ อยู่คนเดียว และชอบครุ่นคิดคนเดียว บุคคลที่มีลักษณะอินโทรเวิทมาก โอกาสที่จะมีความผิดปกติทางจิตทางอารมณ์และทางบุคลิกภาพ จะเกิดขึ้นได้มาก

บุคลิกภาพแบบเอกซโทรเวิท (Extrovert) บุคคลที่มีบุคลิกภาพแบบเอกซโทรเวิท จะมีลักษณะตรงข้ามกับอินโทรเวิท บุคคลประเภทนี้ หากมีความยุ่งยากใจ หรือมีความขัดแย้งในใจ จะไม่เก็บตัวหรือหมกมุ่นอยู่คนเดียว แต่จะหาทางออกโดยการเข้าสังคม นอกจากนี้บุคคลประเภท เอกซโทรเวิทจะเป็นบุคคลที่มีน้ำใจ สนใจต่อผู้คนและสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว สนใจต่อเหตุการณ์ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกภายนอกมากกว่าจะจดจ่อสนใจเฉพาะเรื่องของตนหรือภายในใจตนเองเท่านั้น มีความสนใจในการเข้าสังคม ชอบสังคมชอบพบปะผู้คนมากกว่าสิ่งของ ชอบสมาคม ชอบอาชีพที่มีการติดต่อกับผู้คน
ลักษณะของคนที่มีบุคลิกภาพที่ดี
1. ความสามารถในการรับรู้เข้าใจสภาพความจริงอย่างถูกต้อง
คุณสมบัติข้อนี้เป็นคุณสมบัติที่สำคัญเบื้องแรกของผู้มีสุขภาพจิตที่ดีที่สมบูรณ์ การไม่เข้าใจและรับรู้สภาพความจริง หรือการบิดเบือนความจริง มักจะนำไปสู่ความผิดปกติทางจิตได้บุคคลที่มีสุขาพจิตที่สมบูรณ์ ควรจะมีความสามารถในการรับรู้และเข้าใจสภาพความจริง ทั้งภายนอกและภายในอย่างถูกต้องถ่องแท้ตามสภาพของมัน โดนไม่บิดเบือนความจริง ด้วยความต้องการหรือความรู้สึกส่วนตัว
2. การแสดงอารมณ์มนลักษณะและขอบเขตที่เหมาะสม
การมีอารมณ์ลักษณะที่สมเหตุสมผลกับความจริง และเหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น การสูญเสียบุคคลที่เรารักใคร่ ย่อมทำให้เกิดอารมณ์เศร้าเสียใจ ผู้ที่มีสุขภาพจิตดียังสามารถควบคุมอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งทั้งนี้มิได้หมายถึงการอดกลั้นอามรมณ์เกินขนาด จนถึงขั้นไม่ปฏิบัติภารกิจตามปกติประจำได้ การควบคุมอารมณ์มากเกินไป มีผลร้ายต่อจิตใจ
3. ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม
คนเราเกิดมาแล้วไม่สามารถอยู่ตามลำพังได้ แต่จะต้องเริ่มพึ่งพาและเกาะเกี่ยวผู้ใหญ่ตั้งแต่แรกเกิด ตลอดชีวิตของคนเราต้องมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น เพื่อความสุขส่วนตัว และเพื่อสวัสดิภาพอันดีของมวลมนุษย์ ในแง่สุขภาพจิต ความสัมพันธ์ทางสังคม เน้นหนักไปในด้านสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับผู้อื่น มากกว่าที่จะเน้นความสัมพันธ์ของมวลมนุษย์ในวงกว้าง

ทั้งนี้หมายถึงความสามารถ 3 ประการ คือ
3.1 ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ สนิทสนมมากกว่าคนรู้จักตามปกติและมีส่วนร่วมในสังคม
3.2 ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ ในการแสวงหาความสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น การได้รับความยกย่องชื่อสียง
3.3 ความสามารถในการสร้างความรักและความนับถือกันและกัน ความสัมพันธ์ดังกล่าวปราศจากความเสแสร้ง และการดูหมิ่นเหยียดหยาม หรือการตักตวงฉวยโอกาส
4. ความสามารถในการทำงานที่อำนวยคุณประโยชน์
การตระหนักถึงคุณค่าของการทำงาน และความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่การงานที่ให้คุณประโยชน์ เป็นคุณลักษณะสำคัญอีกด้านหนึ่งของสุขภาพจิตที่ดี คนเราจำเป็นต้องเลือกอาชีพ และประกอบอาชีพการงานที่ตนถนัดเต็มความสามารถ ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งการยกย่องนับถือจากผู้อื่น และความเชื่อมั่นและเคารพตนเอง
5. ความรักและความต้องการทางเพศ
นักสุขภาพจิตมีความเห็นพ้องในแง่ที่ว่า ในเรื่องความรัก และความต้องการทางเพศนี้ ความรักใคร่ผูกพันมีความสำคัญยิ่งกว่าความใคร่ทางเพศ ความใคร่เป็นเพียงส่วนประกอบด้านหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เท่านั้น
6. ความสามารถในการพัฒนาตน
เกี่ยวกับตนนี้ มีสิ่งที่ควรเข้าใจ 2 ประการ คือประการแรก ตนมี 2 รูป รูปหนึ่ง คือ ตนที่แท้จริง และ อีกรูปหนึ่ง คือ ตนที่แสดงออกต่อผู้อื่น ในแง่สุขภาพจิตถือว่าความสามารถในการผสมผสานตนทั้ง สองเข้าด้วยกันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ในการปฏิบัติตนตามบทบาทที่สังคมกำหนดนี้ บางครั้งคนเราเกิดความรู้สึกขัดขืน ซึ่งหมายความว่า การที่จะปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้อื่น ก็กระทบกระเทือนสวัสดิภาพและความปลอดภัยของตนเองในสังคม



บทที่ 6 เจตคติ



ความหมายของคำว่า เจตคติ
นิยามคำว่า เจตคติ เป็นวิธีสื่ออารมณ์ความรู้สึกต่อคนอื่น เมื่อมองด้านบวกและคาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะเผชิญความสำเร็จ จะส่งเจตคติทางบวกออกไปคนรับก็จะตอบรับอย่างชื่นชม เมื่อมองด้านลบและคาดการณ์เลวร้าย ก็มักจะส่งเจตคติด้านลบออกไป คนรับจะพยายามหลีกเลี่ยง เจตคติเป็นสิ่งที่อยู่ในสมอง เจตคติเป็นชุดความคิด เป็นทางที่คนมองสิ่งต่างๆทางความคิด
องค์ประกอบ
1.      ด้านความรู้ความเข้าใจ เป็นความรู้หรือความเชื่อมั่นอันเป็นผลมาจากประสบการณ์
2.      ด้านอารมณ์และความรู้สึก เป็นการแสดงความรู้สึกสภาพอารมณ์ ความนึกคิด หรือความรู้สึกอันได้จากการประเมินสิ่งที่ได้เรียนรู้มา
3.      ด้านพฤติกรรม หมายถึง แนวโน้มของคนที่จะแสดงออกซึ่งพฤติกรรมหรือปฏิบัติต่อสิ่งที่ตนชอบหรือไม่ชอบ
การปรับเจตคติ
วิธีปรับเจตคติ 1 แผ่นพลิก
วิธีปรับเจตคติ 2 เล่นด้านชนะ
วิธีปรับเจตคติ 3 การคงความเรียบง่าย
วิธีปรับเจตคติ 4 สร้างเกาะกำบัง
วิธีปรับเจตคติ 5 ให้เจตคติด้านบวกแก่คนอื่น
วิธีปรับเจตคติ 6 มองดูตัวเองดีขึ้น
วิธีปรับเจตคติ 7 ยอมรับสภาพร่างกายมีส่วนเชื่อม
วิธีปรับเจตคติ 8 กระจ่างชัดภารกิจตน

การมองภาพ
            ใช้ภาพจริง ภาพถ่าย หรือสัญลักษณ์ หรือภาพในความคิดให้เห็นภาพรางวัลแห่งความสำเร็จ ความสำเร็จตามเป้าหมาย หรือภาพที่ต้องการให้เกิดขึ้นจริง อาจใช้ภาพถ่ายจากนิตยาสาร หนังสือพิมพ์ ใบปลิว แผ่นพับ บรรยายสิ่งที่คุณต้องการได้ดำรงตำแหน่งที่นั้น   
ความหมายของค่านิยม
                ค่านิยม หมายถึง ทัศนะของคนหรือสังคมที่มีต่อสิ่งของ ความคิด และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปรารถนา คุณค่าและความถูกต้องของสังคมนั้นๆ เช่น ชาวอเมริกันถือว่า “ประชาธิปไตย”มีค่าสูงสุดควรแก่การนิยมควรรักษาไว้ด้วยชีวิต อเมริกันรักอิสระ เสรีภาพ และความก้าวหน้าในการงานเป็นต้น ส่วนค่านิยมของคนไทยหรือคนตะวันออกโดยทั่วไปนั้นแตกต่างจากค่านิยมในอเมริกันหรือคนตะวันตก เช่น คนไทยถือว่าความสงบสุขทางจิตใจและการทำบุญให้ทานเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา การเคารพเชื่อฟังบิดามารดาและการกตัญญูรู้คุณเป็นสิ่งที่ควรยกย่อง
ค่านิยมนั้น เป็นความคิดหรือความเชื่อที่บุคคลพิจารณาแล้วว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและมีคุณค่า จึงนำมาใช้ในการประกอบการตัดสินใจที่จะแสดงพฤติกรรมออกมาในสถานการณ์ต่าง ๆ กัน
กระบวนการเกิดและพัฒนาการของค่านิยม
๑. เป็นค่านิยมที่บุคคลเลือกหรือยอมรับ โดยไม่ได้ถูกบังคับบุคคลมีเสรีภาพในการตัดสินใจเลือกหรือยอมรับค่านิยมใดก็ได้ที่เห็นว่าเหมาะสมน่าปฏิบัติ
๒. เป็นค่านิยมที่บุคคลมีโอกาสเลือกจากตัวเลือกหลายๆ ตัว ไม่ใช่เป็นเพราะมีตัวเลือกจำกัดเพียงสิ่งเดียว จึงทำให้ต้องยอมรับโดยปริยาย
๓. เป็นค่านิยมที่ได้รับการกลั่นกรองพิจารณาอย่างรอบคอบจากบุคคลตลอดจนมีการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของตัวเลือกหลายๆ ตัว เมื่อเห็นว่าตัวเลือกใดดีที่สุดเหมาะสมที่สุดหรือมีเหตุผลในการสร้างความพอใจได้มากที่สุดก็จะเลือกตัวเลือกนั้น
๔. เป็นค่านิยมที่บุคคลยกย่อง เทิดทูนและภูมิใจ
๕. เป็นค่านิยมที่บุคคลสามารถยอมรับอย่างเปิดเผยและพร้อมที่จะสนับสนุนค่านิยมที่ตนยอมรับ
๖. เป็นค่านิยมที่บุคคลยึดถือปฏิบัติจริงไม่ใช่เพียงคำพุดเท่านั้น
๗. เป็นค่านิยมที่บุคคลปฏิบัติอยู่เสมอๆ บ่อยๆ ไม่ใช่ปฏิบัติเป็นครั้งคราว

ความหมายของวัฒนธรรมองค์การ
วัฒนธรรมองค์การ( Organizational culture ) หมายถึง แนวทางที่ได้ยึดถือปฏิบัติกันในองค์การ ซึ่งวัฒนธรรมองค์การจะมีอิทธิพลต่อทัศนคติและพฤติกรรมของสมาชิกในองค์การ หรือหมายถึงโครงร่างเกี่ยวกับความรู้ ความเข้าใจ (Cognitive framework) ซึ่งจะมีลักษณะ                 
1.      บ่งชี้ถึงกลุ่มของค่านิยม (set of values) ซึ่งบุคคลที่อยู่ในองค์การนั้นยึดถือร่วมกัน
2.       ค่านิยมององค์การส่วนใหญ่อยู่ในลักษณะที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่เกิดมาจากข้อสมมุติพื้นฐาน (basic assumption)
3.      ลักษณะหนึ่งที่ทุกนิยามค่านิยมมีเหมือนกัน ก็คือ การใช้สัญลักษณ์เป็นสื่อบ่งบอกความหมายของค่านิยมที่เป็นวัฒนธรรมขององค์การนั้นๆ




บทที่ 5 การตั้งเป้าหมายของชีวิตและการทำงาน


ความหมายของเป้าหมาย
            การตั้งจุดประสงค์และทำตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ มีการวางแผนแบบเป็นขั้นเป็นตอนให้สำเร็จ เพื่อนำไปสู่จุดเป้าหมายอื่นๆ
ความสำคัญของเป้าหมาย
1. เป้าหมายให้จุดหมายในชีวิต
2. เป้าหมายเป็นป้ายบอกทางให้ชีวิต
3. เป้าหมายช่วยสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้แข็งแกร่งขึ้น
4. เป้าหมายชี้ให้เห็นวุฒิภาวะ
5. เป้าหมายช่วยให้บรรลุดุลยภาพแห่งชีวิต
6. เป้าหมายช่วยให้จัดการกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต
อุปสรรคขวางกั้นการบรรลุเป้าหมาย
อุปสรรคที่ 1 ไม่ตั้งเป้าหมาย
อุปสรรคที่ 2 ไม่เคยได้เรียนรู้วิธีการ
อุปสรรคที่ 3 เคยลองแล้วพลาด
อุปสรรคที่ 4 ความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ
อุปสรรคที่ 5 ชีวิตนี้คงไม่มีหวัง
อุปสรรคที่ 6 ไม่อยาก
อุปสรรคที่ 7 เป้าหมายของคนอื่น
อุปสรรคที่ 8 โซนสบาย
อุปสรรคที่ 9 เป้าหมายไม่สมจริง
อุปสรรคที่ 10 หวังพึ่งคนอื่นให้บรรลุเป้าหมายแทน
อุปสรรคที่ 11 คนอื่นพยายามขัดขวาง
อุปสรรคที่ 12 ไม่จริงจังกับเป้าหมาย
หลักการบรรลุเป้าหมาย
            โรอุยลาร์ต (Rouillard,1993, pp.31-68) ได้ให้หลักของการบรรลุเป้าหมายว่า ประกอบไปด้วย ทำรายการฝัน แล้วกำหนดเป้าหมาย ซึ่งต้องเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร หลังจากนั้นวางแผน แล้วทำตามแผนนั้นตามลำดับ ดังนี้
1. เขียนรายการฝัน จะบันทึกสิ่งที่ต้องการทำ ต้องการเป็น ต้องการมีไปอยู่ตลอด
2. ผันเป็นเป้าหมาย นำรายการฝันที่เขียนไว้มาทำเป็นเป้าหมาย
3. ขยายเป็นถ้อยแถลง ระบุความต้องการให้ชัดเจน
4. แปลงเป็นแผนปฏิบัติ วางแผนดำเนินการแล้วปฏิบัติตามแผน หลังจากนั้นสำรวจว่า เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่เพียงใด
ทวีตัวขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จ
            ซึ่งตรงกับแนวคิดของฮอดเกทท์ส (Hodgetts, 1996) กล่าวว่า คนจะได้รับความสำเร็จ ควรมีขั้นตอนปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
1. เขียนเป้าหมายลงไว้
2. ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายแต่สามารถไปได้ถึง
3. มั่นใจว่าเป้าหมายสอดคล้องกัน
4. มีเป้าหมายที่แน่ชัด
5. วางกำหนดเวลาไว้ด้วย
6. วางกำหนดลำดับความสำคัญ
7. ทบทวนและแก้ไขเป้าหมาย

8. ให้รางวัลตัวเอง


บทที่ 4 ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน


ความหมายของความมีประสิทธิผลและความมีประสิทธิภาพ
ความมีประสิทธิภาพ นอกจากมีความหมายถึง ความคล่องแคล่ว ชำนาญ ในการใช้ทรัพยากร (แรงงาน เครื่องจักร วัตถุดิบ) การเปรียบเทียบความมีประสิทธิผลกับต้นทุน ฟอร์ร่าและเดบบี้ (Flora & Debbie, 1996, p. 131) ยังให้คำนิยามไว้ว่า เป็นผลลัพธ์ที่ได้รับอย่างดีนั่นคือ ผลิตสินค้าได้คุณภาพ ในวิธีที่ดีที่สุด เวลาสั้นที่สุด ประสิทธิผลต้นทุนดีที่สุด
            ส่วนคำว่า ความมีประสิทธิผล  เป็นคุณภาพของงาน ความน่าเชื่อถือ ความพึงพอใจของลูกค้า ความรับผิดชอบ ลักษณะรูปทรงงดงาม ความสะอาด ความสะดวก ความสบาย  การสื่อสาร ความสุภาพอ่อนโยน ควรมีสมรรถนะ ความมีพร้อม ความยืดหยุ่น ยืดหยุ่นด้านปริมาณ ยืดหยุ่นด้านความรวดเร็วของการส่งมอบงาน (ตรงเวลา) ยืดหยุ่นด้านข้อกำหนดเฉพาะ (ทำตามที่ลูกค้าประสงค์) ทั้งยังหมายง นวัตกรรม ความคิดริเม ฯลฯ ดังที่ ฟอร์ร่าและเดบบี้ (Flora & Debbie, 1996) นิยามคำว่า ความมีประสิทธิผล ว่าการผลิตได้ผลลัพธ์ดังที่ตั้งใจไว้ นั่นคือ ผลิตได้ผลผลิตตามที่ลูกค้าต้องการ (คุณภาพสูง ตรงเวลา)

4C ของคุณภาพ (The Four C’s of Quality)
เป้าหมายคุณภาพขององค์การและของส่วนตัวประกอบด้วย
1.      ความมุ่งมั่น (Commitment)
ความมุ่งมั่น เปรียบได้กับจิตวิญญาณของนักกีฬาที่ต้องฝึกซ้อมคนเดียวนับร้อยนับพันครั้งก่อนเข้าแข่ง
2.      ความสอดคล้อง (Compllance)
ต้องทำงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์การ ตอบรับกับความต้องการของลูกค้า จึงเรียกได้ว่า ทำงานมีคุณภาพ
3.      สมรรถนะ (Competency)
เป็นความรู้ความมามารถ ที่จะทำให้เกิดการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว เป็นการรู้วิธีการทำงาน
4.      การสื่อสาร (Communication)
เป็นสัญญาส่วนตัวที่สำคัญและเป็นข้อตกลงเสมอภาคระหว่างฝ่ายบริหารกับผู้ปฏิบัติงานว่าจะทำให้งานไหลอย่างสม่ำเสมอ
มาตรฐานการปฏิบัติงาน
1.      มาตรฐานที่กำหนดควรใกล้กับความคิดความบกพร่องเป็นสูญ แม้ว่าคนจะทำผิดพลาดบ้างก็ตาม
2.      ผู้ปฏิบัติงานที่ทำงานมีผลกระทบควรมีส่วนร่วมกำหนด วางแผนงาน และทุกคนเห็นชอบ
3.      ควรกล่าวอย่างชัดเจน สมบูรณ์ เป็นลายลักษณ์อักษร
4.      ต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้
5.      ต้องเป็นที่เข้าใจและทำงานได้
6.      ไม่ให้ใครมาบิดผันมาตรฐานไม่ว่าด้วยเหตุผลใด
7.      ฝ่ายบริหารระดับสูงให้การสนับสนุน
8.      ควรมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาสำหรับการเปลี่ยนแปลงแก้ไข
9.      มีการเพิ่มเติมความจำเป็น ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องต้องยินยอมเป็นข้อตกลงใหม่
10.  เขียนในลักษณะให้รู้ว่าแท้จริงลูกค้าต้องการอะไร
11.  ควรจะสะท้อนเจตคติด้านบวก
12.  มุ่งที่ผลลัพธ์
13.  มีการกล่าวถึงการให้รางวัล คำชมเชย หรือบำรุงขวัญกำลังใจ
14.  ต้องทำการอย่างเอาจริงเอาจัง
15.  ต้องมีโปรแกรมการศึกษา การพัฒนา การฝึกอบรมไว้ด้วย
16.  ต้องสะท้อนเป้าหมายขององค์การ
17.  กำหนดให้ทุกฝ่าย แผนก หน้าที่กระทำ กระทำสอดคล้องกัน
18.  ให้มีการตรวจสอบ ตรวจประเมินได้อย่างเป็นอิสระ
19.  สร้างสรรค์และดำเนินการด้วยความใส่ใจ
20.  สื่อสารอย่างทั่วถึงต่อเนื่อง
การสร้างประสิทธิภาพในการทำงาน
1.      การลดต้นทุนคุณภาพ
1.1              ต้นทุนคุณภาพ เป็นเงินต้นทุนที่ทำให้มั่นใจ ว่าลูกค้าจะได้รับสินค้าหรือคุณภาพสูงสุด ในองค์การจำนวนมากต้นทุนดำเนินงานส่วนมาก ใช้ในการทำผิดพลาด และความสูญเสียอีกนานานับประการ
1.2         การวิเคราะห์ต้นทุนคุณภาพ จะช่วยให้เห็นว่า มีต้นทุนสำคัญมากมายซ่อนอยู่
1.ต้นทุนป้องกัน
            ต้นทุนของกิจกรรมทุกชนิดที่ออกแบบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคุณภาพที่ไม่ดี หรือบริการที่บกพร่อง หรือข้อบกพร่องในการส่งมอบงานบริการ
2.ต้นทุนประเมิน
            ต้นทุนเกี่ยวกับการตรวจวัด การประเมินผล การตรวจประเมินการส่งมอบบริการ เพื่อให้มั่นใจว่าการบริการเป็นไปตามมาตรฐานหรือข้อกำหนดผลการดำเนินงาน
3.ต้นทุนล้มเหลว
            เป็นต้นทุนที่เกิดจากการทำงานไม่สอดคล้องกับข้อกำหนด หรือความต้องการของลูกค้า ต้นทุนล้มเหลวแบ่งออกเป็นสองอย่าง คือ ต้นทุนล้มเหลวภายในและต้นทุนล้มเหลวภายนอก
2.      การลดความสูญเปล่า
1.      ผลิตมากเกินไป
2.      ผลิตบกพร่อง/แก้ไขงาน
3.      เวลารอคอย/ความล่าช้า
4.      สินค้าคงคลังมาก/งานอยู่ระหว่างผลิต
5.      การขนของ
6.      กระบวนการที่ขาดประสิทธิผล
7.      การเคลื่อนไหว-การกระทำที่ไม่จำเป็น